[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.phusing.com
อำเภอภูสิงห์ อำเภอภูสิงห์
หน้าหลัก | เกี่ยวกับเรา | ข่าวประชาสัมพันธ์ | บทความน่ารู้ | กระดานถามตอบ | สมาชิก | ติดต่อเรา |
  

มะเขือเทศ


โดย : ดร. ศิรพงศ์ รักต์เธียรธรรม   เมื่อวันที่ : อังคาร ที่ 20 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2560   

มะเขือเทศ

https://www.honestdocs.co/tomato-how-to-drink-and-eat
https://www.honestdocs.co

น้ำมะเขือเทศ เครื่องดื่มมาแรงของคนรักสุขภาพ แต่ถ้าทานตามกันเป็นกระแส เดี๋ยวเดียวก็คงเบื่อ ไม่สู้กับการที่เราได้รู้จักสรรพคุณเจ๋ง ๆ ของมะเขือเทศแบบเต็ม ๆ ทีนี้จะได้ทานกันแบบรู้จริง
กระแสการดื่มน้ำมะเขือเทศมาแรงไม่น้อยเลยค่ะ ด้วยสรรพคุณของมะเขือเทศผลสีแดงสด ที่หลายคนรู้กันอยู่แล้วว่ามีสารอาหารสำคัญ ๆ มากมาย โดยเฉพาะข้อมูลที่บอกต่อกันว่าทานมะเขือเทศแล้วผิวสวยใส เลยยิ่งทำให้คุณผู้หญิงดื่มน้ำมะเขือเทศกันเป็นประจำ แต่จะบอกให้ว่า มะเขือเทศมีดีกว่าแค่เรื่องการบำรุงผิว
วันนี้กระปุกดอทคอมขอรวบรวมข้อมูลเรื่องมะเขือเทศและน้ำมะเขือเทศมาบอกกันอีกครั้ง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศได้ ส่วนข้อมูลที่อ้างว่า ดื่มน้ำมะเขือเทศแล้วทำให้ผิวขาวได้นั้น จะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ต้องมาหาคำตอบกันวันนี้เลย
น้ำมะเขือเทศ
มะเขือเทศให้สารอาหารอะไร มีอะไรอยู่ในมะเขือเทศ ?
ในมะเขือเทศผลกลม ๆ สีแดงสด มีสารอาหารอยู่มากมายทีเดียวค่ะ ลองมาดูข้อมูลทางโภชนาการของมะเขือเทศ 100 กรัม ตามที่เว็บไซต์ usda.gov ของกระทรวงเกษตรฯ สหรัฐฯ ระบุไว้กันก่อน
* พลังงาน 18 กิโลแคลอรี
* น้ำ 94.34 กรัม
* โปรตีน 0.95 กรัม
* ไขมัน 0.11 กรัม
* คาร์โบไฮเดรต 4.01 กรัม
* ไฟเบอร์ 0.7 กรัม
* น้ำตาล 2.49 กรัม
* แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
* ธาตุเหล็ก 0.68 มิลลิกรัม
* แมกนีเซียม 9 มิลลิกรัม
* ฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
* โพแทสเซียม 218 มิลลิกรัม
* โซเดียม 11 มิลลิกรัม
* สังกะสี 0.14 มิลลิกรัม
* วิตามินซี 22.8 มิลลิกรัม
* โฟเลต 13 µg
* วิตามิน เอ 489 IU
* วิตามิน อี 0.56 มิลลิกรัม
* วิตามิน เค 2.6 µg
* ลูทีนและซีแซนทีน 123 µg
นอกจากนี้ยังมีเบต้าแคโรทีน ไลโคปีน วิตามินอีกหลายชนิด ซึ่งที่เราอยากจะแนะนำให้รู้จักต่อไปก็คือ "ไลโคปีน"
น้ำมะเขือเทศ
ประโยชน์ของมะเขือเทศ สรรพคุณมหัศจรรย์จาก "ไลโคปีน"
พระเอกของมะเขือเทศลูกกลม ๆ ก็คือ "ไลโคปีน" (lycopene) นี่เองค่ะ ซึ่งสารไลโคปีนเป็นสารอีกตัวในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบในผักผลไม้ที่มีสีส้มสีแดง อย่างเช่น แตงโม มะละกอ แครอท ฟักข้าว เกรปฟรุต ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ชั้นยอด โดยจากข้อมูลของ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ในมะเขือเทศสด 100 กรัม จะมีปริมาณไลโคปีนประมาณ 0.9–9.30 มิลลิกรัม
ซึ่งไลโคปีนและวิตามินแร่ธาตุอื่น ๆ ในมะเขือเทศ มีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพแทบจะทุกส่วนของร่างกาย โดยมีงานวิจัยมากมายให้คำยืนยันถึงสรรพคุณชั้นเลิศของพืชสีแดงชนิดนี้ อย่างเช่น
+ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ข้อนี้ถือเป็นสรรพคุณเด่นมากของพืชสีแดงชนิดนี้เลย
+ ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ เพราะมะเขือเทศมีไฟเบอร์และน้ำมาก จึงช่วยดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นไปอย่างปกติ
+ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งปอด มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับอ่อน
+ ชะลอความแก่ ริ้วรอยแห่งวัย เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
+ บำรุงผิวพรรณให้สดใส ชุ่มชื้น
+ ช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลไม่ดีที่อยู่ในผนังหลอดเลือด จึงลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
+ บำรุงสายตา เพราะมีวิตามิน เอ สูง
+ มีวิตามินซีสูง ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ไม่ให้เป็นหวัดง่าย
+ ควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด
+ เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เพราะมีวิตามินเคสูง
+ ช่วยลดอาการบวมน้ำในร่างกาย เพราะมะเขือเทศจะช่วยควบคุมสมดุลของเหลวในเซลล์และเนื้อเยื่อ
+ ช่วยทำความสะอาดคอเลสเตอรอลไม่ดีที่อยู่ในผนังหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลไม่ดีในกระแสเลือด
+ ทานเป็นประจำทุกวันช่วยลดความเครียดได้
+ บำรุงผมให้เงางาม แข็งแรง ดูมีสุขภาพดี
+ ช่วยขับปัสสาวะ
น้ำมะเขือเทศ
มะเขือเทศ ควรกินแบบสุกหรือดิบ ?
หลายคนยึดติดกับความเชื่อที่ว่าต้องทานผักแบบสด ๆ เพราะถ้าทานผักที่ผ่านความร้อนแล้ว ผักนั้นจะสูญเสียสารอาหารสำคัญไปเกือบหมด แต่เรื่องนี้ใช้ไม่ได้กับมะเขือเทศนะคะ เพราะถ้าอยากรับประโยชน์จากมะเขือเทศให้มากที่สุดต้องทานแบบที่ผ่านการปรุงสุกมาแล้ว เนื่องจากมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่า
นอกจากนี้ ไลโคปีนเป็นสารอาหารที่ละลายได้ดีในไขมัน ดังนั้น ถ้าใช้น้ำมันปรุงมะเขือเทศด้วย จะยิ่งทำให้ร่างกายดึงไลโคปีนไปใช้ได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำให้ "ผู้หญิง" ทานมะเขือเทศสดด้วย เพราะมะเขือเทศสดมีวิตามินซีสูง และมีใยอาหาร ทำให้ผิวพรรณดี ส่วน "ผู้ชาย" ควรทานแบบสุก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารไลโคปีนที่จะช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก
ส่วนที่มีบางคนสงสัยว่า การกินมะเขือเทศดิบจะมีโทษอะไรบ้างหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนค่ะ เพียงแต่ว่านักโภชนาการมักแนะนำให้รับประทานมะเขือเทศสุกหากต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไลโคปีนอย่างเต็มที่ เพราะความร้อนจะทำให้ไลโคปีนอยู่ในสภาพที่ร่างกายพร้อมถูกดูดซึมได้ทันที ถึงแม้ว่าการให้ความร้อนอาจลดปริมาณวิตามินซีลงไปบ้าง แต่คุณค่าส่วนอื่น ๆ ก็ยังดีกว่าอาหารอีกหลายชนิด
ดื่มน้ำมะเขือเทศตอนไหนดี ถึงได้ประโยชน์ ?
อย่างที่บอกไปแล้วว่า การจะทานมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์ต้องทานแบบสุก แต่สำหรับคนที่อยากดื่มน้ำมะเขือเทศล่ะ จะได้รับประโยชน์กับเขาด้วยหรือไม่ อ.แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ ก็มีคำแนะนำมาบอกว่า การจะดื่มน้ำมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ทำได้ 2 แบบคือ
- ดื่มก่อนอาหาร คือตอนท้องว่าง โดยหยดน้ำมันลงในน้ำมะเขือเทศเพื่อช่วยในการดูดซึมของร่างกาย
- ดื่มหลังอาหาร หลังจากทานอาหารก็สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศตามได้ทันที โดยไขมันในอาหารที่กินเข้าไปจะช่วยในการดูดซึมไลโคปีนได้ดีมากขึ้น
ใครดื่มน้ำมะเขือเทศได้-ไม่ได้ ?
อย่างที่เห็นว่ามะเขือเทศ 1 ผล ให้พลังงานน้อยมาก และมีน้ำตาลน้อยอยู่แล้ว หากนำมาคั้นแล้วไม่เติมน้ำตาลลงไป คนอ้วน หรือคนที่อยากลดน้ำหนักก็สามารถดื่มได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวอ้วนเลย ส่วนคนป่วยโรคเบาหวานก็สามารถดื่มได้เช่นกัน
แต่ที่ต้องระวังคือ ผู้ป่วย "โรคไต" เพราะข้อมูลโภชนาการเห็นแล้วว่า มะเขือเทศมี "โพแทสเซียม" สูงมาก จึงไม่เหมาะกับคนป่วยโรคไต หรือผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง เพราะร่างกายอาจขับโพแทสเซียมออกไม่หมด
นอกจากนี้ คนที่มีภาวะกรดไหลย้อน ไม่ควรทานมะเขือเทศมากเกินไป เพราะมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งถ้าทานมากอาจทำให้เกิดอาการได้
น้ำมะเขือเทศ

วิธีทำน้ำมะเขือเทศแบบคนไม่ชอบก็ดื่มได้
สำหรับใครที่ไม่ชอบทานมะเขือเทศอยู่แล้ว พอนำมาคั้นเป็นน้ำก็อาจจะยังกลั้นใจทานไม่ไหว อาจเพราะไม่ชอบกลิ่นหรืออะไรก็ตาม ลองใช้สูตรทำน้ำมะเขือเทศที่ อ.แววตา แนะนำดูค่ะ น่าจะช่วยให้คนที่ไม่ชอบมะเขือเทศ สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศได้มากขึ้น
- น้ำมะเขือเทศมาจุ่มน้ำร้อน ประมาณ 20-30 วินาที
- ลอกเปลือกมะเขือเทศออก
- นำมะเขือเทศไปปั่นใส่น้ำแข็งหรือโยเกิร์ตตามความชอบ อาจจะผสมน้ำส้มสด น้ำมะนาว น้ำผลไม้อื่น ๆ หรือน้ำผึ้งนิดหน่อยให้มีรสเปรี้ยว รสหวาน เข้ามาผสม ก็จะทำให้กินง่ายขึ้น

น้ำมะเขือเทศดื่มแค่ไหนดี ? มากไป อันตรายไหม ?
อาหารทุกชนิดถ้าทานมากเกินไปก็เป็นอันตรายได้ไม่ต่างจากน้ำมะเขือเทศ ที่ถ้าดื่มมากเกินไปก็ต้องระวังว่าร่างกายจะได้รับวิตามินซีมากเกินไป อาจทำให้กลายเป็นโรคนิ่วได้
นอกจากนี้ มะเขือเทศมีโพแทสเซียมสูงมาก อ.แววตา จึงแนะนำว่าในคนปกติควรดื่มน้ำมะเขือเทศไม่เกิน 2 แก้ว หรือ 2 กล่องต่อวัน เพราะเป็นปริมาณที่ร่างกายจะสามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้หมด
อย่างไรก็ตาม ใครที่ชอบดื่มน้ำมะเขือเทศแบบกล่อง ยังต้องเลือกดื่มอย่างระมัดระวังด้วย เพราะอาจมีการเพิ่มโซเดียมลงไป ดังนั้นควรเลือกน้ำมะเขือเทศกล่องที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ ไม่เช่นนั้นร่างกายเราอาจได้รับโซเดียมมากเกินไป ทั้งจากในมะเขือเทศเอง และจากโซเดียมที่เติมเข้ามา ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต
ดื่มน้ำมะเขือเทศทำให้ผิวขาวได้จริงไหม ?
สาว ๆ ยุคนี้นิยมดื่มน้ำมะเขือเทศมากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผิวขาวได้ แต่จริง ๆ แล้วแค่บำรุงผิวพรรณให้ดีขึ้นเท่านั้นค่ะ โดยมีข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์ประจำ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ว่า ในน้ำมะเขือเทศมีเบต้าแคโรทีน สารไลโคปีน และเม็ดสีส้มแดงของมะเขือเทศ เมื่อทานเข้าไปเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ และมากเพียงพอ ก็ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูอมชมพูได้ แต่ไม่ใช่สีผิวที่แท้จริง และไม่ได้อยู่คงทนถาวร เพราะถ้าหากหยุดรับประทานไปเพียงแค่ 1 สัปดาห์ สีผิวเดิมของเราก็จะกลับมาแล้ว
ดังนั้น ข้อมูลที่อ้างว่า ดื่มน้ำมะเขือเทศแล้วทำให้ผิวคล้ำกลับมาขาวได้นั้น จึงไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดค่ะ
น้ำมะเขือเทศ
มะเขือเทศกับคนท้อง ทานแล้วดีไหม ?
อย่างที่ทราบแล้วว่า มะเขือเทศอุดมไปด้วยสารอาหารมากมายดังนั้นจึงดีกับผู้หญิงตั้งครรภ์ด้วยค่ะ อย่างเช่นช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้คุณแม่แข็งแรง ไม่เป็นหวัดง่าย ๆ ทำให้ผิวพรรณคุณแม่ดูสดใส ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ขับปัสสาวะและยังแก้ปัญหาท้องผูกให้ขับถ่ายง่ายขึ้นอีกด้วยนะคะ
10 ข้อต้องจำ เมื่อจะหม่ำมะเขือเทศ
มาสรุปย้ำอีกครั้งนะคะว่าทานมะเขือเทศอย่างไรถึงได้ประโยชน์สูงสุด
* ควรทานมะเขือเทศแบบสุก เพื่อให้ได้รับสารไลโคปีนมากขึ้น
* ผู้ชายยิ่งควรเน้นทานมะเขือเทศสุก เพราะไลโคปีน ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้
* ส่วนผู้หญิงอาจทานแบบสดบ้าง เพื่อให้ได้รับวิตามินซี มาบำรุงผิวพรรณ
* หากจะดื่มน้ำมะเขือเทศ ควรดื่มหลังอาหาร เพื่อให้น้ำมันในอาหารช่วยดูดซึมไลโคปีน แต่ถ้าอยากดื่มก่อนอาหาร ให้หยดน้ำมันผสมลงไปก่อนดื่ม
* ไม่ควรดื่มน้ำมะเขือเทศเกินวันละ 2 แก้ว เพราะอาจมีโพแทสเซียมตกค้างในร่างกาย
* ถ้าดื่มน้ำมะเขือเทศแบบกล่อง หรือบรรจุขวด ให้เลือกยี่ห้อที่มีโซเดียมน้อย
* ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมะเขือเทศ เพราะมีโพแทสเซียมสูง
* คนที่มีปัญหากรดไหลย้อน ไม่ควรทานน้ำมะเขือเทศมากเกินไป เพราะมะเขือเทศมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ
* ดื่มน้ำมะเขือเทศช่วยบำรุงผิวพรรณได้จริง แต่ไม่ได้ทำให้ผิวขาวขึ้น
* ไม่ควรดื่มน้ำมะเขือเทศมาก หรือติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจทำให้เป็นนิ่วได้
สารพันประโยชน์ขนาดนี้ อย่าลังเลที่จะเติม "มะเขือเทศ" เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารของเรานะคะ หรือถ้าคั้นน้ำดื่มเองทุกวัน วันละแก้ว สองแก้ว ก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย พร้อมวิตามินแร่ธาตุอย่างเต็มเปี่ยมที่จะได้รับจากพืชผักชนิดนี้

เข้าชม : 806




Re หัวข้อ :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
รายละเอียด :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :


หน้าหลัก
ข้อมูลอำเภอภูสิงห์
หน่วยงานภูสิงห์
ร้านค้าภูสิงห์
คลิปวิดีโอภูสิงห์
ห้องแสดงภาพภูสิงห์
แหล่งท่องเที่ยวภูสิงห์
รีสอร์ท โรงแรม ที่พักภูสิงห์
ข่าวประชาสัมพันธ์ภูสิงห์
ฟรีสื่อการเรียนการสอน

ข้อมูลจังหวัดศรีสะเกษ
ข่าวประชาสัมพันธ์ศรีสะเกษ
ข่าวสมัครงานศรีสะเกษ
ข่าวสโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ
ข่าวประกวดราคาศรีสะเกษ
หน่วยงานจังหวัดศรีสะเกษ
ห้องแสดงภาพศรีสะเกษ
โปรแกรมหนังศรีสะเกษ
คลิป วิดีโอศรีสะเกษ
แหล่งท่องเที่ยวศรีสะเกษ
ร้านค้าศรีสะเกษ
ร้านอาหารศรีสะเกษ

วัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ
วัฒนธรรมไทย ภาคกลาง
วัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน
วัฒนธรรมไทย ภาคใต้
เรียนภาษาออนไลน์
เกมส์ออนไลน์
สมุนไพรน่ารู้
ความรู้เกี่ยวกับไอที
ธรรมะออนไลน์
ดูหนังออนไลน์
เที่ยวทั่วโลก
เที่ยวทั่วไทย
คลิป วิดีโอ
รูปภาพออนไลน์
รถยนต์
สาระน่ารู้
การศึกษา
เกษตรน่ารู้
เว็บไซต์น่าสนใจ
อาหาร
ที่พัก
ทั่วไป