[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.phusing.com
อำเภอภูสิงห์ อำเภอภูสิงห์
หน้าหลัก | เกี่ยวกับเรา | ข่าวประชาสัมพันธ์ | บทความน่ารู้ | กระดานถามตอบ | สมาชิก | ติดต่อเรา |

  

เที่ยวทั่วไทย

โบสถ์ไม้ใหญ่ที่สุด วัดอัครเทวดามีคาแอล (วัดหนองซ่งแย้) บ้านซ่งแย้ ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร


ศุกร์ ที่ 16 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2558

 โบสถ์ไม้ใหญ่ที่สุด วัดอัครเทวดามีคาแอล (วัดหนองซ่งแย้) บ้านซ่งแย้ ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร

Saint Michael/''/s Songyae Church Songyae village, Kamteoy sub-district, Thaijarern district, Yasothon province

 

          ประวัติวัดหนองซ่งแย้ หรือ วัดอัครเทวดามีคาแอล ได้รวบรวมโดยพระคุณเจ้าบาเยต์ซึ่งอาศัยข้อมูลจากสมุดบันทึกคุณพ่อเดซาแวล เจ้าวัดองค์แรกและพยานบุคคล ทั้งพระสงฆ์เจ้าวัดองค์ก่อนๆ และผู้อาวุโสของหมู่บ้าน พอสรุปได้ดังนี้ วัดคาทอลิกหนองซ่งแย้ได้เปิดวัดครั้งแรกในปี ค.ศ.1909 โดยในปี ค.ศ.1908 ได้มีชาวบ้านซ่งแย้ 4 คน ได้ไปพบคุณพ่อเดซาแวลและคุณพ่ออัมโบรซีโอ ซึ่งเป็นเจ้าวัดประจำที่บ้านเซซ่ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร สาเหตุที่ไปพบคุณพ่อทั้งสอง เพราะได้ยินกิตติศัพท์เรื่องศาสนาของคุณพ่อว่าเป็นศาสนาเที่ยงแท้ศักดิ์สิทธิ์ จึงอยากเชิญคุณพ่อไปเยี่ยมบ้านใหม่และสอนศาสนาให้ด้วย ความจริงบ้านหนองซ่งแย้ขณะนั้นเป็นหมู่บ้านเล็กมาก มีเพียง 5 ครอบครัวเท่านั้น แต่ละครอบครัวอพยพมาจากหมู่บ้านอื่น เพราะถูกขับไล่เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ ภายหลังคุณพ่อทั้งสองก็ได้มาเยี่ยมพวกเขาหลายครั้ง และเห็นว่าทำเลที่ตั้งหมู่บ้านนั้นดีมาก มีที่นามากมาย มีหนองน้ำใหญ่ 2-3 แห่ง เหมาะแก่การทำเกษตร น่าจะตั้งเป็นหมู่บ้านใหญ่ต่อไปในอนาคตได้ คุณพ่อจึงขอให้ชาวบ้านสร้างที่พักขึ้นหลังหนึ่งเพื่อเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว เพื่อใช้สอนศาสนาและประกอบพิธีทางศาสนาด้วย และนับตั้งแต่นั้นมาคุณพ่อทั้งสองได้สับเปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยียนบ้านซ่งแย้เดือนละครั้ง และพักอยู่ประมาณ 4-5 วัน เพื่อสอนคำสอนและประกอบพิธีทางศาสนา จึงถือว่าบ้านพักนี้เป็นโรงสวดหรือวัดหลังแรกของกลุ่มคริสต์ชาวซ่งแย้นั่นเอง ต่อมาในปี ค.ศ.1913 ได้มีคริสตชนจากบ้านเซซ่ง บ้านหนองคู และจากหมู่บ้านอื่นๆ ได้อพยพมาตั้งรากฐานเพิ่มขึ้นและขอเข้าศาสนาด้วยรวมเป็น 15 ครอบครัว ในปี ค.ศ.1914 เกิดสงครามระหว่างเยอรมันกับฝรั่งเศส บรรดาพระสงฆ์ฝรั่งเศสจึงถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารกว่า 10 องค์ จึงเหลือเพียงคุณพ่อกางแตงคนเดียวที่ต้องดูแลงานอภิบาลวัดในเขตนั้นเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่คุณพ่อได้ครูคำสอนชื่อเซียงทัน ช่วยดูแลที่ซ่งแย้แทน

            ต่อมาปี ค.ศ.1919 กลุ่มคริสตชนได้ขยายมากขึ้นเกือบ 400 คน จึงจำเป็นต้องสร้างที่พักหรือโรงสวดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นหลังที่สอง แต่ใช้อยู่ประมาณ 3-4 ปี จึงย้ายที่ใหม่เพราะคับแคบเกินไป และที่อื่นทำเลเหมาะสมกว่า จึงได้สร้างโรงสวดบริเวณหนองค่าย ขนาด 6 ห้อง มุงด้วยไม้ ซึ่งเป็นโรงสวดหลังที่สามสร้างสมัยคุณพ่อกางแตง ต่อมาได้มีชาวบ้านหนองบอนได้ลอบวางเพลิง ไฟได้ไหม้วัดเสียหาย 4 ห้อง และชาวบ้านได้ช่วยกันซ่อมแซมและขยายให้ใหญ่กว่าเดิมเพื่อให้เพียงพอกับคริสตชนที่ขยายขึ้นเรื่อยๆ และได้แยกวัดกับบ้านพักคุณพ่อด้วย และในปี ค.ศ.1925 ได้มีคริสตชนจากบ้านดงมะไฟ ได้อพยพมาอาศัยอยู่ซ่งแย้ด้วยตามคำแนะนำของคุณพ่อเดซาแวล เพื่อสะดวกในงานอภิบาล เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่อพยพเข้ามาในหมู่บ้านซ่งแย้ทุกคนจะต้องถือตามกฏข้อปฏิบัติประการหนึ่งคือ จะต้องกลับใจเข้าถือศาสนาด้วย

            แม้ว่าจะมีคนอพยพเข้ามาเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีการอพยพย้ายถิ่นไปทำมาหากินในที่อื่นๆ ด้วย เช่น ในปี ค.ศ.1933-1934 ได้มีคริสตชน 6 ครอบครัว อพยพไปบ้านโพนสูง จังหวัดอุดรธานี ปี ค.ศ.1938 คุณพ่อเดกีเอร์ ได้พาชาวบ้าน 10 คน ไปตั้งหมู่บ้านใหม่ คือบ้านโคกขี้นาค อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด และภายหลังได้มีคนอพยพไปสมทบเพิ่มอีกและได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ว่า “บ้านโนนมารี” ในปี ค.ศ.1955-1956 ได้มีคริสตชนอพยพไปตั้งรกรากใหม่ที่บ้านสันติสุข อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และในปีเดียวกันได้มีผู้อพยพไปหาที่ทำกินใหม่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านซ่งแย้ ราว 10 กิโลเมตร คือบ้านหนองแก อำเภอกุดชุม จนขณะนี้ที่หนองแกมีสัตบุรุษกว่า 200 คน มีวัดเป็นของตัวเองคือวัดนักบุญอันตน แต่มีเจ้าวัดองค์เดียวกัน

            สำหรับวัดหลังที่สี่ หลังปัจจุบัน คุณพ่ออาลาซาร์ด เจ้าวัดเซซ่ง-ซ่งแย้ ได้แนะนำให้ชาวบ้าน เตรียมหาไม้สำหรับสร้างวัดใหม่ เพราะสภาพวัดเก่าเริ่มชำรุดมากและคับแคบเกินไป ชาวบ้านได้เตรียมไม้ได้เพียงพอแล้ว แต่ไม่ได้สร้างเพราะเกิดกรณีเบียดเบียนศาสนาเสียก่อน เจ้าหน้าที่ได้มาขนเอาไม้จำนวน 60 เกวียน ไปสร้างที่ทำการอำเภอเลิงนกทาและโรงเรียนรัฐบาลอีกหลายหลัง ต่อมาปี ค.ศ.1947 คุณพ่อมนตรี มณีรัตน์ เจ้าวัดได้ให้ชาวบ้านเตรียมไม้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างวัดใหม่ ซึ่งชาวบ้านได้ช่วยกันเตรียมไม้ประเภทต่างๆ ประมาณ 3 ปี เพราะวัดหลังที่สี่มีขนาดใหญ่มาก ขนาดกว้าง 16 เมตร ยาว 57 เมตร ใช้เสาทั้งใหญ่และเล็กจำนวนเกือบ 300 ต้น ใช้ไม้มุงหลังค่าจำนวน 80,000 แผ่น ใช้งบประมาณก่อสร้างเพียง 7,000 บาท สำหรับซื้อน๊อตและตะปู เป็นที่น่าสังเกตว่าในการสร้างวัดหลังนี้ ชาวบ้านทุกคนมีความสามัคคีกันดีมาก ทุกคนร่วมมือกันช่วยขนไม้ออกจากป่า ซึ่งมีความลำบากมาก เสาบางต้นยาว 20 เมตร ต้องใช้คนลากจูง 30-40 คน ในระหว่างที่ขนไม้ก็มีบรรยากาศสนุกสนานมีการรำ ตีกลอง โห่ร้องเอิกเกริกจนก้องป่า เป็นการให้กำลังใจซึ่งกันและกันจนงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และที่สุดในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ.1954 พระคุณเจ้าบาเยต์ได้มาเป็นประธานพิธีเสกวัดหลังนี้ ซึ่งวัดหลังนี้นับเป็นวัดไม้หลังที่ใหญ่ที่สุดของสังฆมณทล และใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย ปัจจุบันวัดหลังนี้มีอายุกว่า 60 ปี โครงสร้างบางส่วนเริ่มชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ฉะนั้นคุณพ่อบุญเลิศ พรหมเสนา เจ้าวัดจึงได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ของมิสซังและชาวบ้าน ซึ่งต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่าให้บูรณะซ่อมแซมเพื่อเป็นการอนุรักษ์วัดไม้ให้เป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปให้ตราบนานเท่านาน และได้บูรณะเสร็จเรียบร้อยด้วยความร่วมมือจากชาวบ้านร่วมกับพระสงฆ์ จำนวนสัตบุรุษวัดอัครเทวดามีคาแอลซ่งแย้ในปัจจุบันมีประมาณ 2,000 คน มีคุณพ่อธวัชชัย จันทรกาญจน์ เป็นเจ้าอาวาส คุณพ่อยุรนันท์ พันธ์วิไล ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และมีซิสเตอร์คณะรักกางเขนแห่งอุบลฯ เป็นผู้ร่วมงานอภิบาล

 

 (ถ่ายภาพเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2558)

 

  

เข้าชม : 1418

เที่ยวทั่วไทย 5 อันดับล่าสุด

      Attractions in Nan Province 16 ธ.ค. 2560
      Pha Chu, Si Nan National Park, Na Noi district, Nan Province 16 ธ.ค. 2560
      สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน 16 ธ.ค. 2560
      ผาชู้ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน 16 ธ.ค. 2560
      สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ 8 ธ.ค. 2559




ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :



กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ warapong.wdp@hotmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

หน้าหลัก
ข้อมูลอำเภอภูสิงห์
หน่วยงานภูสิงห์
ร้านค้าภูสิงห์
คลิปวิดีโอภูสิงห์
ห้องแสดงภาพภูสิงห์
แหล่งท่องเที่ยวภูสิงห์
รีสอร์ท โรงแรม ที่พักภูสิงห์
ข่าวประชาสัมพันธ์ภูสิงห์

ข้อมูลจังหวัดศรีสะเกษ
ข่าวประชาสัมพันธ์ศรีสะเกษ
ข่าวสมัครงานศรีสะเกษ
ข่าวสโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ
ข่าวประกวดราคาศรีสะเกษ
หน่วยงานจังหวัดศรีสะเกษ
ห้องแสดงภาพศรีสะเกษ
โปรแกรมหนังศรีสะเกษ
คลิป วิดีโอศรีสะเกษ
แหล่งท่องเที่ยวศรีสะเกษ
ร้านค้าศรีสะเกษ
ร้านอาหารศรีสะเกษ

วัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ
วัฒนธรรมไทย ภาคกลาง
วัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน
วัฒนธรรมไทย ภาคใต้
เรียนภาษาออนไลน์
เกมส์ออนไลน์
สมุนไพรน่ารู้
ความรู้เกี่ยวกับไอที
ธรรมะออนไลน์
ดูหนังออนไลน์
เที่ยวทั่วโลก
เที่ยวทั่วไทย
คลิป วิดีโอ
รูปภาพออนไลน์
รถยนต์
สาระน่ารู้
การศึกษา
เกษตรน่ารู้
เว็บไซต์น่าสนใจ
อาหาร
ที่พัก
ทั่วไป